Wednesday, January 31, 2018

Joint Statement by Thai Alliance, RedUSA, and Free Thais on Seven Democracy Activists Accused of Sedition in Thailand

January 31, 2018

We, the members of the Thai Alliance for Human Rights, RedUSA, the Organization of FreeThais for Human Rights and Democracy, and other organizations based in the United States and across the world that peacefully fight for democracy and human rights in Thailand, join together to denounce Thailand’s junta government, the National Council for Peace and Order, for bringing frivolous sedition charges against seven of the most well-known pro-democracy activists in Thailand:

Sirawit Seritiwat (or Ja New), a former leader in the New Democracy Movement. (His mother was famously charged for lese majesty for typing one word meaning, “yeah,” in a private text message conversation.)

Bow, Nutta Mahattana, who covers all the protests live on Facebook.

Rangsiman Rome, leader of Democracy Restoration Group.

Netiwit Chotiphatphaisal, former Student Council President of Chulalongkorn University.

Ekachai Hongkangwan, who served almost three years in jail for selling copies of an Australian documentary about the Thai monarchy in 2011; upon his release, he founded a nonprofit to help lese majesty victims.

Arnon Nampa, a human rights lawyer who has been assisting with many cases against political prisoners.

And Sukrid Peansuwan, who is new to activism.

These seven have been charged with sedition for leading a rally on Saturday, January 27, on the Skywalk at Pathumwan Intersection, protesting the continued deferment of elections and the stalled investigation into the many expensive undeclared watches of Deputy Prime Minister Prawit Wongsuwan, the second-highest junta leader.

The charge of sedition against activists asking for elections and protesting corruption is absurd, but we are forced to take it seriously because this Orwellian military dictatorship regularly ruins lives with ludicrous rules and rulings. The Thai dictators actively target anyone brave and principled enough to stand up for their own rights and the rights of others.

Sunday, January 28, 2018

The Adventures of Ekachai Hongkangwan: Preface

A new series by Ann Norman
Ekachai Hongkangwan is an ordinary Thai activist who tries to expose the truth about some ugly things happening in Thailand. Unlike most of the stories I go online shouting about, this story may yet have a happy ending. Khun Ekachai, though constantly harassed for speaking out, is currently alive and free from jail. By publicizing his story, I hope we can increase the odds he stays that way. I want the world to know the name of Ekachai Hongkangwan BEFORE the next evil befalls him, which, of course, the junta will swear is totally unrelated to his activism.

From the self-censored articles written about the lese majesty victims and political dissidents (Ekachai Hongkangwan is both), you may get the idea that these people are out looking for trouble--“looking for lice, and then putting them on one’s head” to use a Thai expression--by fighting battles they know they can never win. Having spoken to so many of the dissidents (but never Ekachai Hongkangwan), I can tell you that these dissidents are more like the person shouting “ICEBERG!! ICEBERG” as the Thai-tanic heads right towards the iceberg. And you can’t shame or scare them out of shouting “ICEBERG!” because they are so worried about the ship.

So BEFORE this dissident is disappeared and tortured, or charged with another frivolous law suit, or attacked by a (another?) state-sponsored vigilante, I’d like the world to track what is happening to him, because it seems he is being targeted by the junta.

Translation of post by Chanoknan Ruamsap, who like Pai Daodin was just charged 112 for sharing the BBC news article


บ่ายวันที่ 16 มกราคม 2561 เราตื่นบ่ายสองเหมือนทุกวัน ตื่นมาเจอแฟนทำกับข้าวให้กินเหมือนทุกวัน ลงมาเจอพ่อกับแม่เหมือนทุกวัน เพียงแต่วันนั้นมีใบให้ไปรับของที่ไปรษณีย์ เราก็คิดว่าเป็นหมายนัดศาลทหารคดีราชภักดิ์ เพราะมีนัดขึ้นศาลทหารวันที่ 26 ม.ค. แล้วปกติจะมีหมายนัดมาบ้านเป็นใบให้ไปรับที่ไปรษณีย์แบบนี้

On the afternoon of January 16, 2018, I woke up at 2pm like every day, woke up and meet my partner making food like each day. I come down and see my father and mother like every day, but this day there is a note to give me saying to go pick up something at the post office. And so I thought, it is an summons to military court, a lawsuit. Because I have a summons to go to military court on the 26 of January already, and usually there will be a summons coming to my house saying to go receive something at the post office.

เราก็ขับรถไปไปรษณีย์ พอรับจดหมายมาแล้วก็เปิดอ่าน ปรากฎว่าไม่ใช่หมายนัดศาลทหาร แต่เป็นหมายเรียกผู้ต้องหาจากสน.คันนายาว ตอนแรกเรายังไม่ได้อ่านดีๆ ก็ตกใจ นึกว่าขับรถแย่ โดนใบสั่งอีกแล้ว แต่พออ่านข้อกล่าวหาดีๆ เราก็อึ้งไปสักพัก งง ว่าเราโดน 112 จากอะไร ทำอะไรไม่ถูก ระหว่างขับรถกลับบ้านก็ยังพูดอะไรไม่ออก เหมือนตอนนั้นเรามีทางเลือกแค่ไม่กี่ทางทางคือ สู้คดี ติดคุก ลี้ภัย

 And so I drove to the post office. As soon as I get the letter, I open and read. It says that it’s not a summons to military court but it’s a summons for a charge from Kanna Yao Police Station. At first I didn’t read it well, and then I am shocked. I think [it’s for?] driving badly. But when I read the charge correctly, I go completely silent. I am confused: where I could have gotten a 112 [lese majesty] charge from? What had I done wrong? As I drive home, I am still unable to speak. It’s like right then I can still choose a path, but not many paths are open, just: fight the case, go to jail, or flee the country.

เรากลับมาถึงบ้านแล้วได้คุยกับหลายๆคน ปรากฎว่าที่เราโดน 112 จากการแชร์ข่าว BBC ในเดือนธ.ค. ปี 59 ตอนที่เราอยู่บราซิล แล้วทหารที่ชื่อสมบัติ ด่างทา ได้ไปแจ้งความที่สน.คันนายาวตั้งแต่ ธ.ค. 59 แล้ว (จริงๆเราต้องโดนพร้อมไผ่) แต่สน.มีปัญหาภายใน เลยชะลอการออกหมาย พอทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอยเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็เอาคดีเก่าๆกลับมาออกหมายใหม่ ทำให้เราได้หมายในวันนั้น

I get home and am able to talk with many people. It appears that I have been charged with lese majesty for sharing the BBC news article from December 2016 (the truth is I must have been charged along with Pai) but there is an internal problem, which slows down the issuance of the summons, but as soon as everything is put back on track at the end of last year, the old case returns and a new summons comes out, resulting in me receiving the summons today.

พอรู้แบบนี้แทบจะทุกคนบอกให้ออก แต่สุดท้ายเราเองที่เป็นคนตัดสินใจอยู่ดี เวลาในการตัดสินใจตอนนั้นมันสั้นมาก กระชั้นชิดมาก เรามีเวลาไม่ถึง 30 นาทีในการตัดสินใจว่าจะอยู่หรือจะไป มันยากตรงที่ไปครั้งนี้เราคงไม่ได้กลับมาแล้ว เราตัดสินใจลงไปบอกพ่อกับแม่ ทุกคนช็อค แต่ก็เห็นด้วย ไม่มีใครอยากให้เราติดคุก 5 ปี จากการโพสต์แชร์ข่าว BBC

As soon as [we] know this, almost every person tells me to get out. But in the end, I myself am the person who suddenly decided. The time it took to decide is very short. Very short. In less than 30 minutes, I decide whether to stay or go. It’s difficult in that if I go this time, I won’t be able to come back. I decide to go tell my mother and father. Everyone is shocked. But they see it that way too. No one wants me to be stuck in jail 5 years for sharing a BBC news article.

Monday, January 15, 2018

โรซา พาร์ค Rosa Parks: เหตุการณ์เกิด มองโกเมอรี่ Montgomery

by อินทรีย์แดง Red Eagle โรซา พาร์ค เป็นคนผิวดำขาวอเมริกา เกิดวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 1913 และชีวิตเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2015 ผู้เริ่มเคลื่อนไหวและต่อสู้ในสิทธิของคนผิวดำ ซึ่งมีปัญหาในการเหยียดผิวในข่วงสมัย ปี1955 . วันที่เกิดเหตุ 1 ธันวาคม 1955 หลังจากกลับจากที่ทำงานห้างสรรพสินค้า มอลโกเมอรรี่

โรซาทำงานทั้งวัน โรซา ได้ขึ้นรถโดยสาร จากเมือง มอลโกเมอรรี่ รัฐแอลลาบามา เห็นมีที่ว่างในรถโดยสารในช่างแถวๆหน้า เนื่องจากเหนื่อยหล้าจากการทำงาน ก้อเลยนั่งที่มีที่ว่างอย่างสบายอารมณ์ เมื่อมีผู้โดยสารใหม่เป็นคนผิวขาวขึ้นรถมานั่ง โรซาไม่ยอมลุกเสียสละที่นั่งให้ ซึ่งในช่วงนั้น การหยืดหยันสีผิวเป็นเป็นปัญหาที่สำคัญในอเมริกาเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ชัดว่ามีการแบ่งแยกทุกสิ่งทุกอย่าง โรงเรียน ร้านอาหาร ห้องน้ำ สถานที่ต่างๆระหว่างคนชั้นผิวดำและผิวขาว คนผิวดำจะโดนกดขี่และไม่ค่อยได้รับความเป็นธรรมเท่ากับคนผิวขาว โรซา ก้อยืนยันไม่ยอมลุกให้ชาวผิวขาวคนนั้นได้นั่ง ในสมันนั้น คนขับรถโดยสารจะทำตัวเหมือนตำรวจกำหนดและตัดสินใจให้ผู้โดยสารได้ทุกอย่างบนรถ โรซายืนยันอย่างเดียวไม่ยอมเสียสละที่นั่งให้คนขาว จากนั้นคนขับรถโดยซึ่งเป็นผิวขาวก้อได้แจ้งตำรวจจับ

ในอดีต สังคมอเมริกันยังมีการเหยียดสีผิวกันอยู่ โดยผิวสีหรือคนดำ จะไม่สามารถใช้สถานที่สาธารณะต่างๆ รวมถึงระบบบริการสาธารณะร่วมกับคนอเมริกันผิวขาวได้ ตามกฎหมายกีดกันคนผิวดำ คนผิวสีไม่สามารถโดยสารรถประจำทาง และนั่งบริเวณด้านหน้าของรถได้ แต่นั่งได้เฉพาะที่นั่งด้านหลังเท่านั้น และเมื่อมีผู้โดยสารเป็นจำนวน มากคนผิวสีดำจะต้องลุกยืนให้คนอเมริกันนั่งแทน เป็นเหตุให้เธอต้องถูกจับดำเนินคดี ก่อนจะได้รับการประกันตัวออกมา โดยใช้หลักทรัพย์ประกันตัวถึง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 3,000 บาท).

จากเหตุการณ์วันนั้นทำให้คนผิวดำอีกหลายคนได้ออกมาประท้วงทั่วประเทศ ไม่ยอมใช้บริการรถโดยสาร และเผยแพร่ออกไปตนเป็นข่าวใหญโต การประท้วงเริ่มต่อเนื่องไปถึง 381 วัน

หลังจากที่ได้รับการประกันตัวออกมา เธอต้องขึ้นสู้คดีในศาลหลายครั้ง ซึ่งทุกครั้งเธอได้ให้การปฏิเสธ พร้อมยืนยันว่า การไม่สละที่นั่งให้ชาวอเมริกันผิวขาวบนรถประจำทาง เป็นสิทธิที่เธอพึงมีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

เหตุการณ์ดังกล่าว ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญ ที่ทำให้คนแอฟริกัน-อเมริกันจำนวนมาก ลุกขึ้นมาต่อต้าน และเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อความเท่าเทียมกันทางสังคม โดยแกนนำของการเดินขบวนในครั้งนั้น ก็คือมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ที่ต่อมาเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสมาคมเพื่อการพัฒนาเมืองมอนโกเมอรี ซึ่งสมาคมดังกล่าวตั้งขึ้นมาเพื่อการต่อต้านรถโดยสารประจำทางที่ให้บริการในเมืองมอนโกเมอรีโดยเฉพาะ

เรื่องราวเริ่มลุกลามใหญ่โต จนเกิดการต่อสู้คดีในชั้นศาล และศาลฎีกาก็ได้ตัดสินให้สภาท้องถิ่นของเมืองมอนโกเมอรีเป็นฝ่ายแพ้คดี และให้ยุติการแบ่งแยกและกีดกันทางเชื้อชาติ ซึ่งคำตัดสินดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขกฎหมายด้านสิทธิพลเมืองอีกหลายฉบับ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่คนแอฟริกัน-อเมริกัน รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมกันทางสังคม ที่ต่อมาประเด็นดังกล่าว เริ่มเป็นที่ยอมรับในสังคมอเมริกันมากขึ้นเรื่อยๆ

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดเริ่มต้นเล็กๆจากโรซา พาร์คส์ คือได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ให้แก่สหรัฐอเมริกา จนถึงปัจจุบันนี้ กรณีดังกล่าวก็ยังได้รับการพูดถึงและถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นกรณีศึกษาวิจัย ทั้งในสหรัฐฯและในต่างชาติ ซึ่งการต่อสู้ของโรซา พาร์คนั่นได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากชาวเมืองมอนโกเมอรี จนมีการเปลี่ยนชื่อถนนกลางเมืองให้เป็นชื่อของเธอ อีกทั้งในปี 1996 นายบิล คลินตัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯในสมัยนั้น ก็ได้มอบเหรียญแห่งอิสรภาพของประธานาธิบดี ซึ่งถือเป็นรางวัลเกียรติยศสูงสุด ที่ทางการสหรัฐฯจะมอบให้แก่พลเรือน